บทเรียน พระเยซูทรงพระชนม์
เราจะรู้ได้ยังไงว่าพระเยซูมีสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดช?
อ่าน มัทธิว 12:38-42
พระคำตอนนี้ได้แสดงถึงคำตรัสของพระเยซูอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงเป็นหมายสำคัญของพระเจ้าที่ทรงประทานต่อมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งประกอบไปด้วยสิทธิอำนาจ การอัศจรรย์ ฤทธิ์เดชและปัญญาจากพระเจ้า
ลูกาบทที่ 4:36
“คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนักพูดกันว่า "คำนี้เป็นอย่างไรหนอ เพราะว่าท่านได้สั่งผีโสโครกด้วยสิทธิอำนาจและด้วยฤทธิ์เดช มันก็ออกมา"
มัทธิว 28:18
“พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้ แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว”
ข้อพระคำภีร์ทั้งสองข้อได้แสดงให้เราได้เห็นว่า พระเยซูประกอบด้วยสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดช ทั้งสองคำนี้มีความหมายที่คล้ายกันแต่ก็สามารถให้ความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้าเราศึกษาและจำแนกความแตกต่างของคำทั้งสองนี้เราจะพบว่า คำว่า“สิทธิอำนาจ”[exousia-ภาษากรีก]ให้ความหมายที่แสดงออกถึง การที่บุคลใดบุคลหนึ่งถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้มีสิทธิอำนาจในการครอบครองหรือมีอำนาจในการตัดสินใจ พูดในภาษาที่ง่ายก็คือพระเยซูเป็นผู้ถูกแต่งตั้งจากพระเจ้าให้เป็นผู้มีสิทธิอำนาจในการครอบครองอย่างถูกต้องจากพระเจ้า ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า พระเยซูได้ถูกแต่งตั้งจากพระเจ้าให้เป็นผู้ที่สามารถชำระความบาปของมวลมนุษย์ได้ (ฮีบรู 5:4,5,10)
4 และไม่มีผู้ใดตั้งตนเองสำหรับเกียรตินี้ได้ เว้นแต่พระเจ้าทรงเรียกเหมือนอย่างทรงเรียกอาโรน 5 เมลคีเซเดคเป็นภาพเล็งถึงพระ คริสต์ในทำนองเดียวกัน พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงยกย่องพระองค์เองขึ้นเป็นมหาปุโรหิต แต่เป็นโดยพระเจ้า ผู้ได้ตรัสกับพระองค์ว่า `ท่านเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดแก่ท่านแล้ว'---10 โดยพระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์ให้เป็นมหาปุโรหิตตามอย่างของเมลคีเซเดค
พระเยซูไม่ได้มีสิทธิอำนาจอย่างถูกต้องเท่านั้นแต่พระองค์ทรงมีฤทธิ์เดช คำว่าฤทธิ์เดชมาจากรากศัพท์ในภาษากรีก [dynamis]ซึ่งสามารถแปลเป็นคำภาษาอังกฤษว่า power โดยความหมายของคำว่าฤทธิ์เดชในภาษากรีกหมายความว่า “สิ่งซึ่งเป็นความสามารถ (ability) ที่ดำรงอยู่ในสิ่งนั้นโดยเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ” ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าพระเยซูเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือเป็นธรรมชาติเพราะนอกจากทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์เมื่อพระองค์ทรงดำเนินบนโลกนี้ พระเยซูทรงเป็นผู้ซึ่งพระองค์เป็น
ธรรมชาติของพระเจ้าคือเป็นผู้มีฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งเราจะเห็นว่าพระเยซูสามารถรักษาโรค หรือแม้แต่ สั่งให้พายุหยุดหรือผีร้าย พระคัมภีร์ได้ตรัสอย่างชัดเจนว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้เป็นพระภาคหนึ่งของพระเจ้า (มัทธิว 8:28-34, 16:16)
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์จากพระเจ้าและพระองค์เป็นผู้มีความสามารถที่จะกระทำให้สำเร็จโดยฤทธิ์เดชในฐานะพระบุตรของพระเจ้า พระเยซูทรงมีชัยเหนือธรรมชาติ โรค วิญญาณชั่ว บาปและความตาย (ฮีบรู 9:24-25, 9:27-28)
เราจะรู้ได้ยังไงว่าพระเยซูทรงพระชนม์?
พระเยซูดำรงพระชนม์อยู่เพราะพระนามของพระองค์ยังคงมีสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดช หลังจากพระเยซูตายและเป็นขึ้นมากลับสู่สวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้างานของพระองค์ยังคงอยู่ เหล่าสาวกยังคงรักษาโรค ขับผี ชุบชีวิตคนเช่นเดียวกับพระเยซูได้ทำและพวกเหล่าสาวกได้ทำงานเหล่านี้โดยใช้พระนามพระเยซู(กิจการ 3:5, 5:12-16, 9:36-42) สิ่งนี้แสดงให้เราเห็นว่า พระเยซูยังคงมีสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเพราะแม้แต่ชื่อของพระองค์ยังมีสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชที่ทำให้โรคหาย ผีต้องเชื่อฟัง และเราสามารถมองดูในประวัติศาสตร์ว่าพระนามของพระองค์ยังมีสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชในทุกยุคทุกสมัย
“เปโตรกล่าวว่า "เงินและทองข้าพเจ้าไม่มี แต่ที่ข้าพเจ้ามีอยู่ข้าพเจ้าจะให้ท่าน คือในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงลุกขึ้นเดินไปเถิด" กิจการ 3:6
“ฝ่ายเปาโลเป็นทุกข์มาก หันหน้าสั่งผีนั้นว่า "เราสั่งเจ้าว่า ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เจ้าจงออกมาจากเขา" ผีนั้นก็ออกมาในเวลานั้น” กิจการ 16:18
เป็นไปไม่ได้เลยที่วิญญาณชั่วจะกลัวชื่อของคนที่ตายแล้วและไม่มีฤทธิ์เดช โรคจะหายโดยชื่อของคนที่ตายแล้ว นี่เป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมที่แสดงให้เราเห็นว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าและยังดำรงพระชนม์อยู่ ถึงแม้เราจะมองไม่เห็นพระองค์แต่พระองค์ทรงมองเห็นเราและอยู่กับเรา
บางครั้งเราอาจจะเป็นเหมือนสาวกสองคนที่เดินกับพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงฟื้นจากความตายแต่พวกเขากลับไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู แต่เราจะพบว่าหัวใจของคนทั้งสองนั้นเร่าร้อนเมื่อได้ยินคำตรัสของพระองค์ (ลูกา 24:24-32)พระคำของพระเจ้ายังคงเป็นรากฐานของคริสเตียนที่พระเจ้าได้พูดกับผู้เชื่อ ถึงแม้เรามองไม่เห็นพระองค์แต่วิญญาณจิตของเราสามารถรับรู้ถึงการสถิตอยู่ของพระองค์ ถ้าท่านอยากจะพบพระเจ้าก็ให้เริ่มต้นจากการอ่านพระคำของพระองค์ แล้วพระองค์จะพูดกับท่านและนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าพระเยซูพระชนม์อยู่
ข้อคิด
ผู้เชื่อทุกคนมีสิทธิอำนาจจากพระเจ้าเพราะว่าผู้เชื่อทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในพระกายขององค์พระเยซูคริสต์ (1โครินทร์ 12:27-28) เราจะพบว่ามีคนหลายคนที่พยายามใช้ชื่อของพระเยซูทำการอัศจรรย์แต่พวกเขากลับทำไม่สำเร็จ (กิจการ 19:13-16)
13 แต่พวกยิวบางคนที่เที่ยวไปเป็นหมอผีพยายามใช้พระนามของพระเยซูเจ้าขับวิญญาณชั่วว่า "เราสั่งเจ้าโดยพระเยซูซึ่งเปาโลได้ประกาศนั้น" 14 พวกยิวคนหนึ่งชื่อเสวาเป็นปุโรหิตใหญ่มีบุตรชายเจ็ดคนซึ่งได้กระทำอย่างนั้น 15 ฝ่ายวิญญาณชั่วจึงตอบเขาว่า "พระเยซู ข้าก็รู้จัก และเปาโล ข้าก็รู้จัก แต่พวกเจ้าเป็นผู้ใดเล่า" 16 คนที่มีวิญญาณชั่วสิงอยู่จึง กระโดดใส่คนเหล่านั้นและเอาชนะเขา และปราบเขาลงได้ จนคนเหล่านั้นต้องหนีออกไปจากเรือนทั้งเปลือยกายและบาดเจ็บ
สิ่งนี้แสดงให้เราเห็นว่าสิทธิอำนาจจากพระเยซูนั้นเป็นของผู้ที่มีความสัมพันธ์กับพระองค์ คือเชื่อ วางใจและมีความสัมพันธ์กับพระองค์ นั้นเป็นสาเหตุที่ทำไมคริสเตียนหลายคนจึงล้มเหลวในการต่อสู้กับอำนาจของมารเพราะพวกเขานับถือศาสนาคริสต์และคนเหล่านั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู เช่น มาที่โบสถ์ทุกอาทิตย์แต่ไม่ยอมรับพระคำในการเปลี่ยนแปลงชีวิต ไม่อ่านพระคัมภีร์ ไม่อธิษฐาน ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับพระเจ้า แต่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมทางศาสนา ส่วนมากเท่าที่สังเกตุเห็น คนเหล่านี้มักจะเป็นคริสเตียนที่เติบโตในครอบครัวคริสเตียนหรือชุมชนคริสเตียน ถึงแม้การอยู่ในบรรยากาศของคริสเตียนเป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าเราหยุดความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าเพียงแค่นั้น นั่นหมายความว่าเรากำลังลดความสัมพันธ์กับพระเยซูมาเป็นความสัมพันธ์กับกิจกรรมทางศาสนาซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้เชื่อ เราต้องเข้าใจว่าการเป็นคริสตเตียนคือการผูกพันธ์กับพระเยซูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเราต้องเดินกับพระเจ้าทุกๆวันดังเช่นองค์พระเยซูได้ทรงกระทำ(มาระโก 1:35)
พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เข้ามาในชีวิตของผู้ที่ยอมรับด้วยปากและเชื่อทั้งใจว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า(ยอห์น 1:12, โรม 10:9) พระองค์จะเข้ามานำชีวิตของเราในฐานะที่เราเป็นลูกของพระเจ้า (โรม 8:14-17) และในฐานะพระวิหารของพระเจ้า (1โครินทร์ 6:19)เพราะไม่มีใครจะสามารถพูดว่าพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า”ได้โดยปราศจากพระวิญญาณ (1 โครินทร์ 12:3)
แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราจำเป็นต้องรับบัพติศมาในพระวิญญาณเพื่อที่เราจะเต็มล้นไปด้วยการเคลื่อนไหวของพระวิยญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเรา เราต้องเข้าใจก่อนว่าพระวิญญาณเข้ามาในชีวิตของผู้ที่ต้อนรับพระเจ้าและคนเหล่านั้นต่างได้รับสิทธิให้เป็นบุตรและชนชาติของพระเจ้าและผู้เชื่อทุกคนต่างมีสิทธิอำนาจเหนือวิญญาณชั่ว แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะเปิดชีวิตของเราให้พระวิญญาณเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ เราจะพบว่าจุดประสงค์หลักของการรับพระวิญญาณคือการออกไปเป็นพยาน!!!
การรับบัพติศมาในพระวิญญาณคือการยอมให้พระเจ้าใช้ชีวิตของเราเพื่อการออกไปประกาศพระนามของพระเจ้าแบบน้ำพุ!!!น้ำพุคือน้ำที่ไม่ได้เคลื่อนไปในแนวราบแต่มันได้ไหลออกมาในทุกด้าน ไม่ว่าด้านบนและด้านข้างและน้ำพุนี้เกิดขึ้นจากตาน้ำ คริสเตียนหลายคนมีพระวิญญาณในแนวราบคือแบบแม่น้ำที่ไหลไปสายเดียว แต่เราจะพบว่าน้ำพุเกิดจากตาน้ำที่สามารถกลายเป็นแม่น้ำหลายสาย
การรับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการยอมให้พระเจ้าเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ในชีวิตของเราในทุกด้านเพื่อการประกาศ และเป็นการยอมให้พระเจ้ากระทำให้เรามีความสามารถมากกว่าเดิมเพื่องานของพระองค์ มีคริสเตียนหลายคนแสวงหาการ บัพติศมาในพระวิญญาณเพื่อตัวของเขาจะพิเศษกว่าคนอื่นหรือเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีเช่นใช้การรับพระวิญญาณเป็นการชำระบาป ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถึงแม้การรับพระวิญญาณในบางโอกาศสำหรับบางคนหรือบางสถานการณ์จะมาพร้อมกับการสัมผัสจากพระเจ้าแต่นั้นไม่สามารถจะเอาประสบการณ์มาเป็นมาตราฐานเทียบเท่ากับพระคำของพระเจ้าได้ พระคำของพระเจ้าระบุอย่างชัดเจนในกิจการ 1:8ว่า
8 แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทาน ฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราทั้งในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก"
คำว่าฤทธิ์เดชซึ่งในภาษากรีก [dynamis]ได้ถูกใช้ซึ่งสามารถแปลเป็นคำภาษาอังกฤษว่า power โดยความหมายของคำว่าฤทธิ์เดชในภาษากรีกหมายความว่า “สิ่งซึ่งเป็นความสามารถ (ability) ที่ดำรงอยู่ในสิ่งนั้นโดยเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ”สิ่งนี้แสดงให้เราเห็นว่า การรับพระวิญญาณคือการที่เรายอมให้พระวิญญาณทำให้เรามีความสามารถที่เกิดขึ้นจากพระวิญญาณในการประกาศและเป็นพยานตามของประทานฝ่ายวิญญาณอย่างเต็มที่(1โครินทร์ 12) ธรรมชาติของพระวิญญาณคือผู้ที่เต็มล้นไปด้วยฤทธิ์เดชซึ่งเราจะพบว่าเปาโลได้ประกาศโดย ฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โรม 15:19)และพระวิญญาณยังได้ถูกกล่าวถึงในภาพของผู้มีฤทธิ์ เช่น เศคาริยาห์ 4:6 หรือเป็นผู้กระทำให้มีความสามารถเช่น กันดารวิถี 27:17, 1 ซามูเอล 10:6, 16:13 หรือ ผู้วินิจฉัย 11:29, 14:19
คริสเตียนทุกคนมีหน้าที่การประกาศและเป็นพยานขององค์พระเยซูคริสต์และถึงแม้ว่าเราจะสามารถประกาศโดยความสามารถของเราแต่เราก็ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไปแบบเต็มที่ได้เพราะเราเป็นผู้จำกัดการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณ “เราต้องไม่ให้พระวิญญาณเคลื่อนตามเราเพราะเรามีสายตาที่จำกัด ความคิดที่จำกัดและความสามารถที่จำกัด แต่เราต้องเคลื่อนตามพระวิญญาณผู้ซึ่งไม่มีความจำกัดและพระองค์ทรงเป็นผู้ทราบความล้ำลึกของพระเจ้า(1โครินทร์ 2:10)”
สรุป
พระเยซูมีชีวิตอยู่ดังเช่นพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้โดยที่เราสามารถจะเห็นได้จากการที่ผู้เชื่อในทุกยุคทุกสมัยสามารถใช้พระนามของพระเยซูรักษาโรค ขับผีและทำหมายสำคัญและคริสเตียนที่เชื่อว่าพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ควรจะออกไปประกาศในพระนามขององค์พระเยซูซึ่งพระองค์จะทรงรับรองคำพยานของเราด้วยสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชในข่าวประเสริฐของพระองค์
3 เหตุฉะนั้นฝ่ายท่านทั้งสองคอยอยู่ที่ นั่นนาน มีใจกล้ากล่าวในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์ได้ทรงรับรองพระดำรัสแห่งพระคุณของพระองค์ โดยทรงโปรดให้ท่านทั้งสองทำหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ได้ (กิจการ14:3)
ถึงอย่างไรก็ตามเราไม่สามารถที่จะทำงานของพระเจ้าซึ่งเป็นงานฝ่ายวิญญาณได้อย่างเต็มที่โดยกำลังของมนุษย์ซึ่งเป็นแรงฝ่ายเนื้อหนังและการขอการช่วยเหลือจากพระวิญญาณของพระเจ้า แต่เราจำเป็นต้องการการเคลื่อนไหวจากพระวิญญาณอย่างเต็มบริบูรณ์ในชีวิตของเราและเราต้องการให้พระองค์เป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ตาม คริสเตียนทุกคนที่ต้องแสวงหาการรับบัพติศมาในพระวิญญาณหากเขารักที่จะทำตามพระมหาบัญชา



